ก่อนอื่นเลยเราต้องมาทำความรู้จักสีของน้ำมูกกันก่อนครับ สีของน้ำมูกสามารถบ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพของร่างกายได้ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 3 สีหลัก ๆ ได้แก่
สีของน้ำมูก
น้ำมูกสีใส
- เป็นน้ำมูกปกติที่ร่างกายผลิตขึ้นเพื่อช่วยให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้น และกรองฝุ่นละออง
- มักเกิดจากอาการแพ้ (เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร) หรือเป็นหวัดในระยะแรก
- หากไหลมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคภูมิแพ้จมูก (Allergic Rhinitis)
น้ำมูกสีเหลือง
- มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น หวัดหรือไข้หวัดใหญ่
- สีเหลืองเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้วหลังต่อสู้กับเชื้อโรค
- อาการมักดีขึ้นเองภายใน 7-10 วัน หากไม่มีอาการแทรกซ้อน
น้ำมูกสีเขียว
- อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบที่รุนแรงขึ้น เช่น ไซนัสอักเสบ
- สีเขียวเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายสะสมในน้ำมูกจำนวนมาก
- หากน้ำมูกสีเขียวข้นร่วมกับไข้ ปวดไซนัส หรือมีอาการเกิน 10 วัน ควรพบแพทย์
น้ำมูกจากสีใสเป็นสีเขียวแปลว่าใกล้หายแล้ว จริงไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไปว่าการที่น้ำมูกเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีเขียวจะหมายถึงอาการกำลังดีขึ้น
เหตุผลที่น้ำมูกเปลี่ยนสี
- เริ่มจากสีใส → มักเกิดในช่วงแรกของหวัดหรือภูมิแพ้
- เปลี่ยนเป็นสีเหลือง → ร่างกายเริ่มต่อสู้กับเชื้อโรค โดยมีเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้ามากำจัดเชื้อ
- เปลี่ยนเป็นสีเขียว → บ่งบอกว่ามีการสะสมของเม็ดเลือดขาวที่ตายแล้วจำนวนมาก อาจเกิดจากการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น
สีเขียวหมายถึงใกล้หายหรือไม่?
- ถ้าอาการดีขึ้น เช่น ไข้ลดลง ไม่มีอาการคัดจมูกหรือปวดหัวหนัก น้ำมูกเริ่มลดลง → แสดงว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว
- ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น น้ำมูกยังข้นมาก ปวดไซนัส ไอหนักขึ้น หรือเป็นมานานกว่า 10 วัน → อาจเป็นไซนัสอักเสบหรือติดเชื้อแบคทีเรีย ควรไปพบแพทย์
ดังนั้น การที่น้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเขียวไม่ได้หมายถึงว่าใกล้หายเสมอไป ควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วยครับ
สรุป
ถ้าน้ำมูกเปลี่ยนสี แต่อาการภายในวันนั้นและวันต่อๆไปเริ่มดีขึ้น ไม่มีไข้ ไม่อ่อนเพลีย ไม่เจ็บคอ ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า “ใกล้หายแล้ว” ครับ
แต่ถ้าทุกอย่างยังเหมือนเดิม เผลอๆหนักกว่าเดิม อาจจะหมายความได้ว่า น่าจะยังไม่หายในเร็วๆนี้ครับ
และก่อนจากกันไปใครที่เป็นไข้ และมีอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็อย่าลืมเอาเลขห้องที่นอนแอดมิดมาซื้อหวยกับเราได้ที่ Globallotto นะครับ